ข้ามไปเนื้อหา

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

นี่คือบทความคุณภาพ คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม
หน้าถูกถูกกึ่งป้องกัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระบรมราชินี
พระอัครมเหสี
ดำรงพระยศ
25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 – 2 มีนาคม พ.ศ. 2478
(9 ปี 5 วัน)
พระมหากษัตริย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ก่อนหน้าสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี
ถัดไปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ20 ธันวาคม พ.ศ. 2447
กรุงเทพมหานคร มณฑลกรุงเทพ อาณาจักรสยาม
สวรรคต22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 (79 พรรษา)
วังศุโขทัย กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
ประดิษฐาน
พระบรมศพ
พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
ถวายพระเพลิง9 เมษายน พ.ศ. 2528
พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง
ประดิษฐานพระบรมอัฐิพระวิมานทององค์ซ้าย บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
พระราชสวามีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ราชวงศ์จักรี
พระราชบิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
พระราชมารดาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
ศาสนาพุทธเถรวาท
พระบรมราชินีแห่ง
ราชวงศ์จักรี
สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี
สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา

พันเอกหญิง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พระนามเดิม หม่อมเจ้ารำไพพรรณี (20 ธันวาคม พ.ศ. 2447 — 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527) เป็นพระอัครมเหสีพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระมเหสีพระองค์แรกในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย

ในอดีต กล่าวกันว่าพระองค์เป็นสตรีชาวไทยที่ทรงพระสิริโฉม สามารถเลือกฉลองพระองค์ยุโรปมาสวมใส่ได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังมีพระจริยวัตรนุ่มนวล พระพักตร์แจ่มใส แย้มพระสรวลอยู่เนืองนิตย์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์เคยประสบกับโลกธรรมและความสูญเสียอันใหญ่ยิ่ง[1]

ในฐานะสมเด็จพระบรมราชินี พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในการเสด็จประภาสหัวเมืองและต่างประเทศหลายประเทศ เพื่อเชื่อมพระราชไมตรีระหว่างประเทศ หลังจากพระบรมราชสวามีสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2478 พระองค์ประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษเคียงคู่พระบรมราชสวามีตราบจนพระบรมราชสวามีเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2484 พร้อมทั้งทรงประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบรมราชสวามีที่นั่นในปีเดียวกัน จากนั้นประทับอยู่ที่นั่นต่ออีก 8 ปี เพื่อลี้ภัยการเมืองในประเทศและสงครามโลกครั้งที่สอง

หลังจากเหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลงแล้ว จึงเสด็จฯ นิวัติพระนคร พร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบรมราชสวามีกลับมาด้วย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2492 จากนั้นพระองค์ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อยู่หลายครั้ง เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรมที่จังหวัดจันทบุรี ทรงดำเนินกิจการเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ และทรงพัฒนาการทอเสื่อ เพื่อเป็นโครงการตัวอย่างและนำความรู้มาเผยแพร่แก่ประชาชน นอกจากนี้ยังทรงช่วยพัฒนาการสาธารณสุขและการศึกษาให้กับชาวจันทบุรี โดยทรงรับเป็นพระราชภาระในการปรับปรุงโรงพยาบาลพระปกเกล้า รวมทั้งทรงตั้งมูลนิธิประชาธิปก - รำไพพรรณี เพื่อสนับสนุนกิจการของโรงพยาบาลพระปกเกล้า วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

ในปี พ.ศ. 2569 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ในวาระ 100 ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ[2] โดยใช้วันครบรอบ 100 ปี ของการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี คือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป็นวันฉลองวาระดังกล่าว[3]

พระราชประวัติ

ขณะยังทรงพระเยาว์

พระรูปขณะทรงพระเยาว์

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร ขึ้น 13 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง ฉศก จ.ศ. 1266 ตรงกับวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2447 เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา และต้นราชสกุลสวัสดิวัตน์[4] กับหม่อมเจ้าอาภาพรรณี สวัสดิวัตน์[4] (ราชสกุลเดิม คัคณางค์) พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งในภายหลัง หม่อมเจ้าอาภาพรรณีได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี[5]

พระองค์มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ บ้างสะกดว่า รำไภพรรณี[6] ชาววังขานพระนามพระองค์ว่า ท่านหญิงนา พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ผู้ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่อง เกิดวังปารุสก์ เล่าที่มาของพระนามนี้ว่า[7]

...เพื่อนเล่นที่ข้าพเจ้ารักมากที่สุดเป็นหญิง และแก่กว่าข้าพเจ้าราวสามปี เป็นหม่อมเจ้าธิดาของเสด็จปู่สวัสดิ์ ทรงนามว่า รำไพพรรณี และเรียกกันในเวลานั้นว่า ท่านหญิงนา หม่อมเจ้าหญิงนั้นโดยมากจะเรียกกันว่า ท่านหญิงใหญ่ ท่านหญิงเล็ก ท่านหญิงน้อย ดังนี้เป็นต้น การถูกเรียกว่าท่านหญิงนานั้น ผู้อ่านบางคนอาจจะเห็นว่าแปลก เรื่องราวเป็นเช่นนี้ เมื่อเล็ก ๆ อยู่เป็นเด็กที่มีรูปร่างอ้วน จึงถูกล้อว่าเป็นเต่า สำหรับไทยเราการถูกเรียกว่าเต่าเมื่อเล็ก ๆ ไม่เป็นของเสียหาย แม้ทูลหม่อมลุงก็เคยถูกสมเด็จย่าเรียกว่าเต่า อย่างไรก็ดี เมื่อท่านหญิงนายังเล็ก ๆ อยู่ ได้ถูกถามว่า “อยากเป็นอะไร อยากเป็นเต่าทองหรือเต่านา” ท่านหญิงองค์เล็กได้ยิ้มและตอบว่า "อยากเป็นเต่านา" และก็เลยกลายเป็นท่านหญิงนาตั้งแต่นั่นมา...

เมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษาได้ 2 พรรษา พระบิดาทรงพาไปถวายตัวแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามพระราชประเพณีของพระบรมวงศานุวงศ์ในอดีตที่จะถวายตัวเข้าไปอยู่ในวังตั้งแต่พระชันษายังน้อย โดยขณะนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถประทับอยู่ที่พระตำหนักสวนสี่ฤดู พระราชวังดุสิต และหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีกำลังทรงศึกษาภาษาไทยในเบื้องต้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีซึ่งมีชันษาได้ 6 ปีในขณะนั้น ได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานตามสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ออกจากพระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง และเข้าทรงศึกษาในโรงเรียนราชินีพร้อมกับหม่อมเจ้าพระองค์อื่น ๆ หลังจากเสร็จการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 5 แล้ว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานจากพระบรมมหาราชวังไปสู่พระราชวังพญาไท และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นใหม่เพื่อประทับเป็นการถาวรตลอดพระชนม์ชีพ โดยหม่อมเจ้ารำไพพรรณีได้ตามเสด็จด้วยและประทับอยู่บนพระตำหนักฝ่ายในติดกับห้องเสวย

เมื่อหม่อมเจ้ารำไพพรรณีมีชันษาได้ 8 ปีเศษ และผ่านพระราชพิธีเกศากันต์ (โกนจุก) แล้ว ก็ทรงรู้จักกับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ซึ่งเสด็จนิวัตกลับกรุงเทพพระมหานคร หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารจากประเทศอังกฤษแล้ว เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา เสด็จมาประทับที่พระราชวังพญาไทกับพระชนนีเป็นครั้งคราว และพระองค์ทรงสนิทกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีมากที่สุด

อภิเษกสมรส

เมื่อปี พ.ศ. 2460 หลังจากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงลาสิกขาแล้ว ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เพื่อเสกสมรสกับหม่อมเจ้ารำไพพรรณี ซึ่งพระองค์พระราชทานพระบรมราชานุญาต พร้อมทั้งทรงรับเป็นพระราชธุระขอหม่อมเจ้ารำไพพรรณีต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพิธีอภิเษกสมรสพระราชทานที่วังศุโขทัย ถนนสามเสน[8]:7

จากนั้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 จึงมีพระราชพิธีอภิเษกสมรสอย่างเป็นทางการที่พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา[9] โดยเป็นพระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งแรกหลังจากมีการตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ ซึ่งกำหนดให้เจ้านายที่จะเสกสมรสต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน[10] รวมทั้งยังเป็นการแต่งงานแบบตะวันตกอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในราชสำนักสยาม กล่าวคือ มีการถามความสมัครใจของคู่บ่าวสาว[11][8]:7–8 และหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีอภิเษกสมรสแล้ว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี ขึ้นเป็น หม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระชายาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา

ส่วนวังศุโขทัยนั้น เป็นเรือนหอที่รัชกาลที่ 6 พระราชทานที่ดินบริเวณคลองสามเสน เพื่อสร้างวังสำหรับบพระราชทานให้แก่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา และพระราชทานนามว่า "วังศุโขไทย"[12] โดยสร้างขึ้นก่อนที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา จะทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้ารำไพพรรณี

สมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

หลังจากรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทำให้หม่อมเจ้ารำไพพรรณีทรงได้รับการเลื่อนพระอิสริยยศจาก "พระชายา" ขึ้นเป็น "พระวรราชชายา" มีพระนามว่า หม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายา โดยเป็นพระวรราชชายาพระองค์ที่ 2 ต่อจากสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในรัชกาลที่ 6

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 (นับแบบปัจจุบัน) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงสถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายา ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี[13][14] โดยเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์แรกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินีในพระราชพิธีดังกล่าว[8]:15

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้เปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งในขณะนั้นรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ประทับอยู่ที่วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2476 รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จฯ ไปทรงเจริญพระราชไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป และทรงเข้ารับการผ่าตัดรักษาพระเนตร ณ ประเทศอังกฤษ

การสละราชสมบัติของพระราชสวามี

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในอิริยาบถสบาย

ขณะที่รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ประทับ ณ วังไกลกังวล เพื่อให้พ้นจากความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย จึงเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ โดยเรือศรวรุณ ท่ามกลางสภาวะอากาศที่เลวร้าย ใช้เวลากว่า 2 วัน จึงถึงจังหวัดสงขลา ประทับ ณ ตำหนักเขาน้อย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงเล่าความในพระราชหฤทัยครั้งนั้นว่า "ฉันไม่คิด ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน"[15]

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2476 (นับศักราชตามเดิม) รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จฯ ออกสู่ทวีปยุโรป[16] แต่ยังมีการขัดแย้งเจรจาเกี่ยวกับการเมืองกับทางมณฑลกรุงเทพสืบเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุด เกิดความขัดแย้งระหว่างรัชกาลที่ 7 กับรัฐบาล เช่น การที่รัฐบาลแต่งตั้งพรรคพวกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่สอง และรัฐบาลไม่ได้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างเพียงพอ ไม่ตรงกับพระราชปณิธานของพระองค์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงแสดงความไม่เห็นพ้องกับคณะผู้บริหารประเทศในเวลานั้นด้วยการทรงประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ขณะประทับ ณ ประเทศอังกฤษ โดยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี มีพระราชดำรัสถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า "เห็นพ้องต้องกันกับพระราชสวามีในการตัดสินพระราชหฤทัยสละราชย์"[17]

หลังจากที่รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พร้อมด้วยพระประยูรญาติสนิทบางพระองค์ จึงเสด็จฯ แปรพระราชฐานจากใจกลางเมืองไปประทับที่ชนบทใกล้กรุงลอนดอน ทรงวางพระองค์เยี่ยงคหบดีชนบท ทรงจัดสวน เลี้ยงนกเลี้ยงปลา เสด็จประพาสทัศนศึกษาตามโบราณสถานต่าง ๆ เป็นต้น

ขณะประทับ ณ สหราชอาณาจักร รัชกาลที่ 7 ทรงพระประชวรอยู่เนือง ๆ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงปรนนิบัติพระบรมราชสวามี จนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 รัชกาลที่ 7 ก็เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยภาวะพระหทัยวายที่พระตำหนักคอมพ์ตัน ตำบลเวอร์จิเนียวอเตอร์ ประเทศอังกฤษ สิริพระชนมพรรษา 48 พรรษา โดยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงจัดการพระราชพิธีพระบรมศพและถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบรมราชสวามีเป็นการภายในเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ปีเดียวกัน

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ถึงแม้รัชกาลที่ 7 จะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ก็ยังประทับ ณ ประเทศอังกฤษต่อไป เพราะการคมนาคมและการติดต่อระหว่างประเทศยังไม่มีความปลอดภัยในช่วงสงคราม และเมื่อประเทศไทยประกาศสงครามกับประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง คนไทยจำนวนไม่น้อยอพยพกลับประเทศไทยหลังการประกาศสงคราม แต่มีอีกจำนวนหนึ่งที่พำนักอยู่ในต่างประเทศได้ประกาศตัวเป็นเสรีไทย ทำงานประสานกับเสรีไทยในจังหวัดพระนคร โดยรัฐบาลอังกฤษยังคงให้เกียรติพระองค์มาตลอด แม้รัฐบาลอังกฤษจะสั่งห้ามมิให้ชาติศัตรูใช้รถยนต์ ยกเว้นกรณีพิเศษ ซึ่งพระองค์ก็ได้สิทธิพิเศษนั้น และคอยจัดน้ำมันเบนซินซึ่งหายากในช่วงนั้นมาให้พระองค์ทรงใช้อยู่เป็นประจำ[18]

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี แม้จะมิได้มีพระนามร่วมในขบวนการเสรีไทยอย่างเป็นทางราชการ แต่ก็ทรงอุดหนุนจุนเจือกิจการของเสรีไทยให้กับสมาชิกเสรีไทยซึ่งในขณะนั้นมีพำนักอยู่ในประเทศอังกฤษเพียง 36 คนมาโดยตลอด

เสด็จกลับประเทศไทย

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ นิวัติประเทศไทยพร้อมพระบรมอัฐิของพระบรมราชสวามี

ในปี พ.ศ. 2492 รัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนคร พร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมอัฐิรัชกาลที่ 7 พระบรมราชสวามีกลับมาด้วย เพื่ออัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนพระที่นั่งองค์กลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ส่วนพระราชฐานะของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี หลังจากเสด็จพระราชดำเนินนิวัตประเทศไทยแล้วนั้น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการพระราชวัง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และหม่อมราชวงศ์เทวาธิราช เทวกุล ได้ร่วมกันพิจารณาแล้ว มีความเห็น ดังนี้[19]

...สมเด็จพระบรมราชินีรำไพพรรณี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชินีโดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ในงานพิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ ๗ จริงอยู่ทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาลฐานะของพระราชินีย่อมเปลี่ยนไป เช่น พระราชินีแมรี่และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินี ฉะนั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติแล้วและการแต่งตั้งพระราชินีรำไพพรรณีไม่มีการเพิกถอน ท่านก็น่าจะคงเป็นพระราชินีตามเดิม แต่ไม่ใช่พระราชินีซึ่งพระราชสวามีทรงราชย์ Queen Consort เปลี่ยนเป็นพระราชินีวิธวา Queen Dowager ฉะนั้น น่าจะขนานพระนามถวายโดยอนุโลมพระสวามีว่า สมเด็จพระบรมราชินี รัชกาลที่ ๗...

อย่างไรก็ตาม หลังจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จนิวัตพระนคร วังศุโขทัยที่เคยเป็นที่ประทับของพระองค์กลับถูกใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว พระองค์จึงต้องเสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่วังสระปทุม ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกแทน ตามคำเชิญของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยพระองค์ประทับอยู่ ณ วังสระปทุม เป็นระยะเวลานานถึง 3 ปี จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับมาประทับที่วังศุโขทัยอีกครั้ง

หลังจากนั้นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ก็ทรงประกอบพระราชกรณียกิจแบ่งเบาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยในขณะนั้นเหล่าพระราชโอรสและพระราชธิดาของรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระเยาว์[20]

สวรรคต

พระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เริ่มทรงพระประชวรด้วยโรคความดันพระโลหิตสูงตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ขณะมีพระชนมพรรษา 71 พรรษา[21] จนกระทั่งวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 เวลา 15:50 น. จึงสเสด็จสวรรคตด้วยภาวะพระหทัยวายโดยพระอาการสงบ ณ พระตำหนักวังศุโขทัย[22] สิริพระชนมพรรษา 79 พรรษา 5 เดือน 2 วัน

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศตามราชประเพณี อัญเชิญพระศพถวายพระลองทองใหญ่ประกอบพระโกศ ประดิษฐานเหนือพระแท่นสุวรรณเบญจดล จำหลักลายประดับรัตนชาติ กางกั้นด้วยสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 7 ชั้น) ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด 100 วัน ตั้งแต่วันสวรรคตเป็นต้นไป[23] นอกจากนี้ สำนักนายกรัฐมนตรี ยังประกาศให้สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 วัน และให้ข้าราชการไว้ทุกข์เป็นเวลา 15 วันด้วย[24]

สำหรับพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ ออกแบบโดย ประเวศ ลิมปรังษี โดยใช้พระเมรุมาศองค์กลางของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นแนวทางในการออกแบบ มีลักษณะเป็นอาคารทรงปราสาทจตุรมุข ยอดมณฑปประกอบด้วยพรหมพักตร์ ยอดบนสุดประดิษฐานสัปตปฎลเศวตฉัตร ตัวอาคารประกอบด้วยชั้นฐานทักษิณสำหรับองค์พระเมรุมาศ หลังคาประกอบด้วยมุขทิศและเครื่องยอด ประดับตกแต่งด้วยลวดลายกระดาษทองย่นฉลุสาบสี หน้าบันประดับพระนามาภิไธยย่อ ร.พ. องค์พระเมรุเป็นอาคารโถง ตกแต่งด้วยม่านผาตาด มีฉากบังเพลิง ผนังภายนอกประดับลายกระดาษทองย่นฉลุลายสีแบบลงยา ผนังภายในใช้สีชมพูเป็นพื้นส่วนฐานทักษิณมีบันได 4 ทิศ ประดับด้วยรูปปั้นเทวดา ในท่านั่งบนแท่นเสาพนักลูกกรงระเบียงโดยรอบ ตามคติไตรภูมิตามแบบโบราณราชประเพณีทุกประการ[25] พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวทางในการออกแบบว่า "ขอให้ดำเนินการโดยประหยัด แต่ให้ครบถ้วนตามขัตติยราชประเพณี และสมพระเกียรติ อีกประการหนึ่ง ฐานพระเมรุมาศไม่ควรสูงนัก จะเป็นการลำบากแก่พระบรมวงศานุวงศ์ที่จะขึ้นถวายพระเพลิงพระศพซึ่งทรงเจริญพระชนมายุมากพระพรรษาด้วยกันหลายพระองค์"[26]

วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2528 มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยเป็นงานพระเมรุกลางเมืองครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ซึ่งสถานีโทรทัศน์ทุกช่องจะรับสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นได้เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมานองค์ซ้าย พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และเชิญพระราชสรีรางคารไปบรรจุคู่กับพระบรมราชสรีรางคารของพระบรมราชสวามี ที่ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร[27]

พระจริยวัตร

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ขณะฉลองพระองค์อย่างสตรีตะวันตก

พระองค์ทรงเป็นสตรีที่มีพระสิริโฉมงดงาม พระจริยวัตรอันนุ่มนวล มีพระพักตร์แจ่มใส และแย้มพระสรวลอยู่เสมอ แลดูเอิบอิ่มเต็มไปด้วยพระกรุณา[1] นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักจากการแต่งพระองค์อย่างเหมาะสม โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงพระนิพนธ์ลงในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 2 กล่าวถึงช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปรักษาพระเนตรที่ยุโรปหลังการปฏิวัติสยาม ความว่า[1]

"สมเด็จ [สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี] นั้นดูจะงามยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนอีก แต่งพระองค์อย่างสตรีชาวยุโรปโดยทรงเลือกได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้หญิงไทยน้อยคนจะทำได้ดีเท่า "แน่ละท่านมีเงินมากจะซื้ออะไรก็ได้" แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย การแต่งตัวสวยนั้นไม่อยู่แต่ที่เงินถึงมีมากเท่าใด ถ้าไม่มีความสามารถในทางเลือกแล้ว ก็แต่งกายเคอะอยู่ดี ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ยังไม่เคยเห็นผู้หญิงไทยที่เมืองนอกที่งามเท่าหรือแต่งกายเก๋และสวยเท่าสมเด็จรำไพพรรณี"

เช่นเดียวกับหม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี ซึ่งเคยพบกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีมาแล้ว แม้ว่าจะมีพระชนมายุสูง แต่ก็ยังคงสวยสดงดงาม มีพระพักตร์แจ่มใส พระฉวีขาวอมชมพู ความว่า[28]

"...สมเด็จฯ คงมีพระชันษาประมาณ 45 ปี แต่ยังคงทรงงดงาม แจ่มใส พระฉวีขาวผ่องอมชมพู และพระพักตร์อ่อนหวานยิ่ง"

แต่เมื่อถึงเวลาที่พระองค์ต้องตัดสินพระราชหฤทัยในเรื่องที่สำคัญก็ทรงเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว ดังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขาถึงพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระภาติยะ กล่าวถึงเหตุการณ์ในการตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จพระราชดำเนินกลับมณฑลกรุงเทพหลังการปฏิวัติสยาม ความตอนหนึ่งว่า[29]

...ฉันต้องยอมรับว่าทั้งสมเด็จ [สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี] และหญิงอาภา [พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี] ควรจะได้รับเกียรติศักดิ์อย่างสูง ที่แสดงความกล้าหาญอย่างยิ่งเช่นนั้นเพราะเราทุก ๆ คนทราบดีว่า ถึงเรายอมกลับกรุงเทพฯ ต่อไปเขาจะฆ่าเราเสียก็ได้ ผู้หญิงสองคนนั้นเขากล้ายอมตายเสียดีกว่าที่จะเสียเกียรติศักดิ์ เมื่อเขาตกลงเช่นนั้นฉันก็เห็นด้วยทันที...

พระราชกรณียกิจ

ขณะเสด็จประพาสจักรวรรดิญี่ปุ่น พ.ศ. 2474
ขณะตามเสด็จพระบรมราชสวามีไปประกอบพระราชกรณียกิจในเยอรมนี พ.ศ. 2477

ภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงข้างพระบรมราชสวามีเรื่อยมาตลอด ต่อมาหลังเสด็จนิวัตพระนคร ในขณะนั้นพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้มาก

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดจันทบุรี ซึ่งในขณะนั้นเส้นทางคมนาคมยังไม่สะดวก พระองค์ทรงเลือกที่ดินบริเวณตำบลบ้านแก้ว อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ด้วยทรงเห็นว่าเป็นทำเลที่มีธรรมชาติงดงาม และมีความเงียบสงบต้องกับพระราชอัธยาศัยของพระองค์ และระยะทางก็อยู่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพมหานครจนเกินไปนัก สามารถเสด็จพระราชดำเนินเข้ากรุงเทพมหานครได้ภายใน 1 วัน

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงกู้เงินจากธนาคารไปจัดซื้อที่ดินบริเวณสองฝั่งคลองบ้านแก้วจากเจ้าของที่ดินเดิม รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 687 ไร่ พระราชทานนามว่า "สวนบ้านแก้ว" และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารทำการปรับที่ดินพร้อมกับสร้างที่ประทับชั่วคราวทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจาก โดยเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ต่อมาจึงมีการสร้างพระตำหนักหลังอื่น ๆ ตามมาเพิ่มเติม[20]

ด้านการศึกษา

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พระราชทานทรัพย์สินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,715,041.68 บาท เป็นทุนประเดิมจัดตั้ง "มูลนิธิประชาธิปก" (ปัจจุบันคือ มูลนิธิประชาธิปก - รำไพพรรณี) เพื่อสนับสนุนกิจการของโรงพยาบาลพระปกเกล้า วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ในการก่อสร้าง จัดซื้ออุปกรณ์ ตลอดจนสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของทั้งสามสถาบันดังกล่าว และเพื่อให้เงินสมทบ "ทุนประชาธิปกบรมราชานุสรณ์" เพื่อช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นต้น[30][31]

ในปี พ.ศ. 2511 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงขายวังสวนบ้านแก้วให้แก่กระทรวงศึกษาธิการในราคาถูก เพื่อให้กระทรวงนำที่ดินไปให้กรมการฝึกหัดครูจัดสร้างโรงเรียนฝึกหัดครูจันทบุรี (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี) ดังนั้น พระองค์จึงต้องเสด็จฯ กลับมาประทับที่วังศุโขทัยตามเดิม แม้กระนั้นก็มิได้ทรงละทิ้งกิจการทอเสื่อและสินค้าจากเสื่อ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินกิจการเช่นเคย แต่ในปริมาณงานที่ลดลง และโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระตำหนักน้ำในวังศุโขทัย ริมคลองสามเสน เป็นสถานที่ทอเสื่อและผลิตสินค้าจากเสื่อ โดยพระองค์ทรงควบคุมอย่างใกล้ชิด

ด้านการพัฒนาสังคม

การเกษตร

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี มีพระราชประสงค์ที่จะให้วังสวนบ้านแก้วนี้ดำเนินกิจการในด้านการปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกไม้ผลนานาชนิด ทั้งที่เป็นพืชไม้ผลในท้องถิ่นและพืชและไม้ผลจากที่อื่น ตลอดจนมีการเลี้ยงสัตว์ เพื่อที่จะให้เป็นไร่ตัวอย่างมากกว่าเป็นการค้า โดยทำการทดลองว่าหากปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ชนิดใดได้ผลดี ก็จะทรงนำเอาความรู้นั้นออกเผยแพร่แก่ประชาชน ทรงพัฒนาการทอเสื่อ[20] โดยมีนักวิชาการเกษตรจากสถานีทดลองเกษตรจังหวัดจันทบุรีที่เป็นข้าราชบริพารเก่ามาช่วยเหลือแนะนำทางด้านวิชาการ และเมื่อโครงการนี้ประสบผลไปด้วยดี พระองค์จึงทรงนำโครงการนี้ไปเผยแพร่แก่ประชาชน ปรากฏว่าโครงการนี้เป็นไปได้ด้วยดีด้วย นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงเปิดโรงงานทอเสื่อ สิ่งของขึ้นชื่อของเมืองจันทบุรี

การสาธารณสุข

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จไปประทับยังจังหวัดจันทบุรี วันหนึ่ง พระองค์ทรงประสบอุบัติเหตุมีดบาดพระดัชนี (นิ้วมือ) จึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัดจันทบุรี แต่ทรงพบว่าโรงพยาบาลดังกล่าวขาดแคลนทั้งสถานที่และอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก จึงงมีพระราชดำริว่า ควรสร้างตึกผ่าตัดพร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดได้ทันที โดยไม่ต้องเดินทางไปรักษายังพระนครที่จะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต โดยพระองค์ทรงรับเป็นพระราชภาระในการจัดหาทุนเพื่อสร้างตึกผ่าตัด โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนในเบื้องต้นและแจ้งพระราชประสงค์ไปยังพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการและประชาชน พระองค์พระราชทานนามตึกนี้ว่า "ตึกประชาธิปก" เพื่อเป็นพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้ทราบถึงพระราชประสงค์จึงมีมติเสนองบประมาณปรับปรุงโรงพยาบาลจันทบุรีให้ใหญ่และทันสมัยขึ้นพร้อมเปลี่ยนนามโรงพยาบาลใหม่ว่า โรงพยาบาลประชาธิปก[30]

ด้านความเสมอภาคทางเพศ

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เป็นพระอัครมเหสีพระองค์แรกของประเทศไทยที่ทรงมีบทบาทเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ไทย โดยได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจในต่างประเทศรวม 24 ประเทศ ใน 4 ทวีปทั่วโลก คือ ทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรป และทวีปแอฟริกา[3] ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสตรีที่มีบรรดาศักดิ์เป็นนางสนองพระโอษฐ์ และนางพระกำนัล โดยเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ตามเป็นธรรมเนียมของชาติตะวันตก ซึ่งเป็นรัชกาลแรกในประเทศไทยที่มีธรรมเนียมนี้ และหลังจากที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวของสยามในขณะนั้น ได้รับการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาจนสามารถจัดการเรียนการสอนในระดับที่สามารถประสาทปริญญาได้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ก็ทรงส่งเสริมให้สตรีและบุรุษได้เข้าศึกษาพร้อมกัน เพื่อเป็นการผลักดันการศึกษาสู่สตรีตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา[32] โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงสรรหานักเรียนสตรีที่จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ในขณะนั้น จำนวน 7 คน ทดลองเข้าศึกษาเป็นนิสิตรุ่นแรกที่คณะอักษรศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2470[33]

ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

ในปี พ.ศ. 2567 ได้มีการสร้างแอนิเมชันเรื่อง ๒๔๗๕ รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ โดยมีตัวละคร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พากย์เสียงโดย สินจัย เปล่งพานิช

พระเกียรติยศ

ธรรมเนียมพระยศของ
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
ธงประจำพระอิสริยยศ
ตราประจำพระองค์
ธงประจำพระองค์
การทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
การแทนตนข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับพระพุทธเจ้าข้าขอรับ/เพคะ
พันเอกหญิง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
รับใช้ กองทัพบกไทย
ประจำการพ.ศ. 2472–2507
ชั้นยศ พันเอก
หน่วย
  • กรมทหารราบที่ 4
  • กองพันทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

พระราชอิสริยยศ

  • 20 ธันวาคม พ.ศ. 2447 – 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 : หม่อมเจ้ารำไพพรรณี
  • 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 – 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 : หม่อมเจ้ารำไพพรรณี ชายาในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา
  • 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 – 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 : หม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายา
  • 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 – 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 : สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
    • 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 – 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 : สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

เครื่องราชอิสริยยศราชูปโภค

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2468 พระองค์ได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยยศสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีให้แก่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี โดยเครื่องราชอิสริยยศราชูปโภคเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นสำหรับพระราชทานแก่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทั้งสิ้น ประกอบด้วย[34]

  • พานพระศรี (พานใส่หมากพลู) ทองคำลงยา
  • กาน้ำทองคำลงยา
  • ขันน้ำพระสุธารสเย็น พร้อมจอกลอยทองคำลงยา
  • หีบพระศรีทองคำลงยา พร้อมพานรอง
  • พระสุพรรณศรี (กระโถนเล็ก)ทองคำลงยา
  • ขันสรงพระพักตร์ทองคำลงยา พร้อมคลุมปัก
  • พระฉาย (กระจกส่องหน้า) ทองคำลงยา
  • พานเครื่องพระสำอาง พร้อมพระสางวงเดือน พระสางเสนียด และพระกรัณฑ์ทองคำลงยา สำหรับบรรจุเครื่องพระสำอาง
  • ราวพระภูษาซับพระพักตร์ทองคำลงยารูปพญานาค พร้อมผ้าซับพระพักตร์จีบริ้วพาดที่ราว 2 ผืน

เครี่องราชอิสริยาภรณ์

เครี่องราชอิสริยาภรณ์ไทย

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดังต่อไปนี้[34]

ต่างประเทศ

  •  กรีซ :
    • พ.ศ. 2506 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์เอฟโปเอียส ชั้นที่ 1

พระยศทางทหาร

การเฉลิมพระเกียรติ

10 รอบนักษัตรพระราชสมภพ และ 1 ศตวรรษ สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 วาระสำคัญของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ประกอบด้วย วันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 120 ปี เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และ วันสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีครบ 100 ปี ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ทำให้มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนและปัจเจกบุคคลที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์แสดงเจตจำนงจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ดังนั้น จึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานกิจกรรมของแต่ละฝ่ายขึ้น ในชื่องานโดยรวมว่า 10 รอบนักษัตรพระราชสมภพ และ 1 ศตวรรษ สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี โดยมีหม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ พระภาติยะของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เป็นประธานกรรมการ และมีสำนักศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี เป็นหน่วยงานดำเนินงานหลักและฝ่ายธุรการของคณะกรรมการประสานงาน[3]

คณะกรรมการประสานงานกิจกรรม 10 รอบนักษัตรพระราชสมภพ และ 1 ศตวรรษ สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี ได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเสนอพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ให้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) พิจารณาถวายพระเกียรติให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก และร่วมฉลองเนื่องในโอกาสวันสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีครบ 100 ปี ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569[3] ซึ่งยูเนสโกมีมติถวายพระเกียรติพระองค์ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก และใช้วันดังกล่าวเป็นวันฉลองวาระครบรอบ โดยระบุเป็นวาระ "ครบ 100 ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ"[2] โดยในวันดังกล่าว คณะกรรมการประสานงานฯ ได้ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์เนื่องในวาระข้างต้น รวมถึงมีการบรรยายและการเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ณ สัปปายะสภาสถาน[43] ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะองค์ทูตสันถวไมตรียูเนสโกประจำประเทศไทย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวาระดังกล่าว ณ พระตำหนักชมดง อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์[44]

ต่อมา รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และประชาชนชาวไทย ได้ร่วมจัดงานเฉลิมพระเกียรติในวาระดังกล่าวด้วย โดยใช้ชื่องานว่า งานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เนื่องในโอกาสการประกาศยกย่องพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจในวาระครบ 100 ปี โดยกำหนดขอบเขตการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่คาบเกี่ยวกับพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี, งานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา 26 มิถุนายน 2569 ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร)[45] และงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 5 ธันวาคม 2570 ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมีกิจกรรมสำคัญคือพิธีทำบุญตักบาตรและเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทั่วประเทศ[46] ซึ่งส่วนกลางจัดขึ้น ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาสแทน[47]

พระบรมราชินยานุสรณ์

พระบรมราชินยานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ปัจจุบันมีเพียงแห่งเดียว ที่บนเนินหน้าพระตำหนักสวนบ้านแก้วอนุสรณ์สถาน วังสวนบ้านแก้ว ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จังหวัดจันทบุรี ออกแบบโดย สาโรจน์ จารักษ์ และหล่อพระบรมรูปโดย พันโท นภดล สุวรรณสมบัติ พระบรมรูปมีขนาดเท่าพระองค์จริง พระอิริยาบถประทับนั่งบนพระแท่น ไขว้พระบาท ทรงพัสตราภรณ์เรียบง่าย เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพระบรมราชินยานุสาวรีย์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2543[48]

ที่ระลึก

  • ตราไปรษณียากรที่ระลึก 100 ปี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ขอบภาพด้านล่างมีคำว่า "๑๐๐ ปี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ CENTENARY OF H.M. QUEEN RAMBHAI BARNI OF THE SEVENTHREIGN" ออกจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 100 ปีแห่งการพระราชสมภพ[49]
  • เข็มตราเทิดพระเกียรติ "ขัตติยมานะราชินี" เป็นเข็มที่ระลึกในโอกาสจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ระหว่างปี พ.ศ. 2567 ถึง พ.ศ. 2570 ประกอบด้วย วันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 120 ปี (10 รอบนักษัตรพระราชสมภพ) ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และ วันสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีครบ 100 ปี (1 ศตวรรษ สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เพื่อน้อมสำนึกระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเพื่อเทิดพระเกียรติให้เป็นที่ประจักษ์ สมกับพระราชสมัญญานามว่า "ขัตติยมานะราชินี"[50]

พงศาวลี

อ้างอิง

  1. 1 2 3 ระพี สาคริก. วัดบวรนิเวศวิหารและมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ เมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘, หน้า 8
  2. 1 2 "'ยูเนสโก' ประกาศยกย่องในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี". มติชน. 2025-11-14. สืบค้นเมื่อ 2025-11-14.
  3. 1 2 3 4 พฤทธิสาณ ชุมพล, ม.ร.ว. "เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ" (PDF). รัฐสภาไทย. สืบค้นเมื่อ 4 ธันวาคม 2025.
  4. 1 2 ระพี สาคริก. วัดบวรนิเวศวิหารและมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ เมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘, หน้า 1
  5. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรม ตั้งพระองค์เจ้าและเจ้าพระยา เก็บถาวร 2015-10-02 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๔๖, ตอน ๐ ก, ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๒, หน้า ๑๗๔
  6. พฤทธิสาณ ชุมพล, รองศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ (กรกฎาคม 2559). รายงานการวิจัย การสังเคราะห์ประวัติศาสตร์บอกเล่าในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 (PDF). พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า. p. 3. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2019-10-23. สืบค้นเมื่อ 2019-10-23.
  7. "สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี". รากฐานไทย ฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศ. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 มีนาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 18 มีนาคม 2026.
  8. 1 2 3 พระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗. [ม.ป.ท.]: โรงพิมพ์กรุงเทพ. 1985. สืบค้นเมื่อ 29 มีนาคม 2026 โดยทาง คลังสารสนเทศดิจิทัล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
  9. "อภิเษกสมรส". วังสวนบ้านแก้ว.คอม. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 เมษายน 2019. สืบค้นเมื่อ 29 มีนาคม 2026.
  10. สำนักพระราชวัง, พระราชวังบางปะอิน, พิมพ์ครั้งที่ 1, พ.ศ. 2548
  11. สำนักพระราชวัง, พระราชวังบางปะอิน, พิมพ์ครั้งที่ 1, พ.ศ. 2548
  12. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศพระราชทานนามวัง, เล่ม ๓๕, ตอน ๐ก, ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑, หน้า ๒๔๗
  13. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชพิธี บรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร ปีฉลูสัปตศก พุทธศักราช ๒๔๖๘ เก็บถาวร 2011-11-14 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม ๔๒, ตอนพิเศษ ๐ ก, ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๐
  14. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี, เล่ม ๔๒, ตอน ๐ ก, ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘, หน้า ๓๕๕
  15. พระองค์ฯ ทรงเล่า...เมื่อพระองค์ทรงสละราชสมบัติ
  16. รัชกาลที่ 7 เสด็จฯยุโรป พ.ศ. 2476 – 2477(5) : เพื่อตัดสินพระทัยว่าจะสละราชสมบัติหรือไม่
  17. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 (เล่มใหญ่), หน้า 93
  18. ฉัตรสุดา. "วันอันเดียวดายในต่างแดน". สกุลไทย. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2015.
  19. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 (เล่มใหญ่), หน้า 116
  20. 1 2 3 ระพี สาคริก. วัดบวรนิเวศวิหารและมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ พิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ ณ เมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘, หน้า 7
  21. ทรงพระประชวร เก็บถาวร 2019-04-08 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน จาก เว็บไซต์วังสวนบ้านแก้วดอตคอม
  22. สมภพ ภิรมย์, ศาสตราจารย์ น.อ.. พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:อมรินทร์การพิมพ์. 2528, หน้า 113
  23. วันแห่งความโศกสลดอันใหญ่หลวง เก็บถาวร 2009-04-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีนจาก เว็บไซต์วังสวนบ้านแก้วดอตคอม
  24. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา เนื่องในการที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ สวรรคต, เล่ม ๑๐๑, ตอน ๖๗ ง ฉบับพิเศษ, ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗, หน้า ๓
  25. พระเมรุมาศสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี, จาก อาร์ตบางกอก, วันที่ 8 มีนาคม 2556
  26. พระราชดำรัส เรื่อง พระเมรุมาศ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีใน รัชกาลที่๗ ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ เก็บถาวร 2016-03-05 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, จาก KingSiam.com, วันที่ 8 มีนาคม 2556
  27. ราชกิจจานุเบกษา, หมายกำหนดการ ที่ ๔/๒๕๒๘ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๘, เล่ม ๑๐๒, ตอน ๔๓ ง ฉบับพิเศษ, ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘, หน้า ๑
  28. หม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา ปกมนตรี. เขียนถึงสมเด็จ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:เลมอนที. 2547, หน้า 75
  29. พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 (เล่มใหญ่), หน้า 68
  30. 1 2 นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร. "องค์ความรู้ส่งเสริมการอ่าน หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี เรื่อง โรงพยาบาลพระปกเกล้า : พระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ ๗ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย". หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 23, 2025. สืบค้นเมื่อ October 23, 2025.
  31. "มูลนิธิประชาธิปก - รำไพพรรณี". วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี. สืบค้นเมื่อ 21 มิถุนายน 2014.
  32. "รำไพพรรณีรำลึก: กุลสตรีศรีสยาม สง่างามทุกกาลสถาน". พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. 18 ตุลาคม 2024. สืบค้นเมื่อ 4 ธันวาคม 2025.
  33. "ร้อยเรื่องราวจากรั้วจามจุรี". จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นเมื่อ 4 ธันวาคม 2025.
  34. 1 2 พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7, หนังสืออนุสรณ์งานพระบรมศพทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานประชาชนในงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2528
  35. ราชกิจจานุเบกษา,พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายใน หน้า ๓๖๗๐ เล่ม ๔๒, ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘
  36. ราชกิจจานุเบกษา,พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายใน หน้า ๓๖๗๐ เล่ม ๔๒, ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘
  37. ราชกิจจานุเบกษา,พระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์ หน้า ๓๖๖๙ เล่ม ๔๒, ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘
  38. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง พระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดี, เล่ม ๘๘ ตอนที่ ๙๔ ง หน้า ๒๓๗๗, ๓๑ สิงหาคม ๒๕๑๔
  39. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ฝ่ายใน เก็บถาวร 2011-11-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, เล่ม 43, ตอน 0 ง, 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469, หน้า 3114
  40. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม 69, ตอน 77 ง, 30 ธันวาคม พ.ศ. 2495, หน้า 4804
  41. "แจ้งความกระทรวงกลาโหม เรื่อง ผู้บังคับการพิเศษ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 46: หน้า 237. 21 เมษายน 2472.
  42. "แจ้งความกระทรวงกลาโหม เรื่อง ผู้บังคับการพิเศษ" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49: หน้า 2351. 2 ตุลาคม 2475.
  43. "ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เนื่องในวาระครบ 100 ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ และมีการบรรยายเรื่อง "ขัตติยะมานะราชินีรำไพพรรณี ความทรงจำตลอดชีวิตของข้าพเจ้า"". รัฐสภาไทย. 25 กุมภาพันธ์ 2026. สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2026.
  44. "สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ในโอกาสครบรอบ 100 ปี การสถาปนาสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เป็นสมเด็จพระราชินี". สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย. 10 มกราคม 2026. สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2026.
  45. "รัฐบาลเตรียมจัด 2 งานเฉลิมพระเกียรติ - งานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา "พระสังฆราช"". ไทยรัฐ. 11 พฤษภาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2026.
  46. "สถาบันพระปกเกล้า ร่วมประชุมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เนื่องในโอกาสประกาศยกย่องพระเกียรติคุณ พระราชกรณียกิจในวาระ 100 ปี". สถาบันพระปกเกล้า. 11 พฤษภาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2026.
  47. ""ทรงศักดิ์" ถวายผ้าไตร-เครื่องไทยธรรม ในพิธีถวายพระราชกุศลแด่ "สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี"". The Better. 22 พฤษภาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2026.
  48. ชนิศา สินธีรเดช (กรกฎาคม 2564). "การสือความหมายเชิงสัญญะของวังสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์" (PDF). มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ September 30, 2025. สืบค้นเมื่อ September 30, 2025.
  49. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง สร้างและจำหน่ายตราไปรษณียากรที่ระลึก ๑๐๐ ปี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗, เล่ม ๑๒๒, ตอน ๑๒ ง, ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘, หน้า ๑๒
  50. https://www.facebook.com/share/p/1DEc1XqGt7/

บรรณานุกรม

  • พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 (เล่มใหญ่), หนังสืออนุสรณ์งานพระบรมศพทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานประชาชนในงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2528

แหล่งข้อมูลอื่น